Latest Movie :
Recent Movies
.
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Warriors แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Warriors แสดงบทความทั้งหมด

Rambo - II (First Blood - Part II) : นักรบเดนตาย (ภาค 2)

Rambo - II (First Blood-Part 2)

นักรบเดนตาย (ภาค 2)

เข้าฉาย         :   May 22’ 1985
กำกับโดย      :   George P. Cosmatos
นำแสดง        :   Sylvester Stallone, Richard Crenna, Charles Napier, Steven Berkoff
รายได้           :   Box Office = $300,400,432    (ทุนสร้าง = $25,500,000 )
ประเภท        :   Action / Thriller
ความยาว       :   96 minutes


การกลับมาอีกครั้งของสุด ยอดวีรบุรุษสงคราม ภาคต่อที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ระเบิดความมันส์สุดขั้วบนสมรภูมิเวียดนามอีกครั้ง กับความอึด แกร่ง และ ระห่ำ นักรบฝีมือฉกาจฉกรรจ์แต่ไร้คนเหลียวแล ภาพยนตร์บู๊แอ็คชั่น ผสม Drama ของความโหดร้ายแห่งสงคราม


Trailers



เรื่องย่อ . . .

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความมันระห่ำของภาพยนตร์ Action ชื่อดัง อย่าง Rambo ต้องไม่พลาดที่จะติดตามภาคต่อของปฏิบัติการพิเศษ หน่วยรบผู้ที่เชี่ยวชาญอาวุธ และยุทธวิธีการรบทุกรูปแบบ “จอห์น แรมโบ้” อดีตนายทหารผู้ผ่านศึกมาอย่างโชกโชน จนทำให้สภาพจิตใจของเขาเกือบจะด้านชา


ภาคแรกนั้น แรมโบ้ (Sylvester Stallone) พระเอกมาดเท่ของเรา ได้ระเบิดเมืองซะย่อยยับเพราะถูกนายตำรวจใช้อำนาจข่มเหงรังแก เขาโดนลงโทษให้ใช้แรงงานเยี่ยงทาส ทำงานหนักตั้งแต่เช้ายันค่ำ แต่ผู้พันเทราท์แมน (Richard Crenna) อดีตผู้บัญชาการที่ แรมโบ้ ให้เกียรติมาโดยตลอด ก็ได้มายื่นข้อเสนอ ให้เขาตอบรับภารกิจสุดหิน เพื่อแลกกับอิสรภาพของเขา


แรมโบ้ (ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) จำต้องตอบรับภารกิจโหด ที่นำพาให้เขากลับไปยังนรกบนดิน อีกครั้ง คือ การบุกเดี่ยวเข้าไปในค่ายทหารเวียดนาม เพื่อช่วยเหลือนักโทษเชลยสงครามที่ไม่มีใครยืนยันได้ว่ายัง มีตัวตนอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในเวียดนาม  เพราะสงครามของอเมริกันกับเวียดนามครั้งนี้ ทางกองทัพอเมริกันได้สูญเสียอาวุธยุทโธปกรณ์ และเหล่าทหารไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถโค่นล้มกองทัพเวียดนามลงได้ จึงจำเป็นต้องพึ่งวีรบุรุษสงครามที่ถูกลืมอย่าง "แรมโบ้" โดยที่ไม่มีการช่วยเหลือ ไม่มีการรับรู้ หรือการรับรองสถานะใดๆ จากกองทัพ อีกเช่นเคย แน่นอนว่าเขาถูกลอยแพตั้งแต่แรก แต่สิ่งที่เขาพึ่งได้ คือ ตัวเอง พร้อมการแบกภารกิจหนักของประเทศเพื่อช่วยเหลือเหล่าเชลยศึก ออกมาจากการถูกทรมาณ เพราะเขาเองก็ทราบดีว่าการตกเป็นเชลยศึกสงครามนั้นโหดร้ายเพียงใด โดยที่แรมโบ้ต้องต่อสู้กับศัตรู คือ ทหารเวียดนามทั้งกองพัน


แล้ว "แรมโบ้" เพียงลำพัง จะสามารถผ่านภารกิจนี้ไปได้อย่างไร เขาจะรอดกลับมาพร้อมเชลยศึกได้หรือไม่


เชิญติดตามความระทึกสุดมันส์ได้ในภาพยนตร์






Ref :
 

The Lord of the Ring - I (The Fellowship of the Ring) : อภินิหารแหวนครองพิภพ (มหันตภัยแห่งแหวน)

The Lord of the Ring – I : The Fellowship of the Ring
อภินิหารแหวนครองพิภพ (ภาค 1) : มหันตภัยแห่งแหวน

เข้าฉาย         :   December 10’ 2001
กำกับโดย      :   Peter Jackson
นำแสดง        :   Elijah Wood – Frodo Baggins, Ian McKellen – Gandalf the Grey, Liv Tyler – Arwen, Viggo Mortensen – Aragorn, Sean Astin – Samwise, Cate Blanchett – Galadriel, John Rhys-Davies – Gimli, Orlando Bloom – Legolas, Christopher Lee – Saruman the White, Sean Bean – Boromir, Ian Holm – Bilbo Baggins, Andy Serkis - Gollum
รายได้           :   Box Office = $871,530,324    (ทุนสร้าง = $93,000,000 )
ประเภท        :   Adventure / Fantasy / Warrior

ความยาว       :   178 minutes



ภาพยนตร์ อภินิหารแหวนครองพิภพ (The Lord of the Rings – I : The Fellowship of the Ring) เป็นภาพยนตร์ตอนแรกสุดของมหากาพย์ภาพยนตร์ไตรภาค  กำกับโดย ปีเตอร์ แจ็คสัน และออกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ. 2001 ภาพยนตร์สร้างจากนิยายแฟนตาซีเลื่องชื่อ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน 


ภาพยนตร์ได้รับคำชมอย่างมากจากบรรดานักวิจารณ์ และแฟนหนังสือ โดยเฉพาะในประเด็นที่สามารถคงความหมายดั้งเดิม ซื่อตรงต่อต้นฉบับหนังสืออย่างยิ่ง และยังสามารถทำรายได้ทั่วโลกสูงถึง 870 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับสองในปี ค.ศ. 2001 สำหรับในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก (อันดับหนึ่งเป็นของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์) และติดอันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในลำดับที่ 19 ภาพยนตร์ได้รับรางวัลบาฟต้า 5 รางวัล รวมถึงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และได้รับรางวัลออสการ์ 4 รางวัล ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 74 ได้แก่ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม, แต่งหน้ายอดเยี่ยม และดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ดีวีดีชุดพิเศษของภาพยนตร์ (Special Extended Version) ออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002

Trailers




เรื่องย่อ . . .

เหตุการณ์เกิดขึ้นบนดินแดนในจินตนาการ มิดเดิลเอิร์ธ ว่าด้วยเรื่องของจอมมาร "ซารอน" ผู้ค้นหาแหวนเอกธำมรงค์ (แหวนแห่งอำนาจ) ซึ่งบรรจุอำนาจของตนเมื่อครั้งที่เขาได้แอบสร้างขึ้นไว้ เพื่อที่จะได้ควบคุมผู้ครองแหวนวงอื่นๆ ทั้งหมดอีก 19 วง


ซึ่งแหวนอีก 19 วงนั้น ได้มอบให้แก่ เอลฟ์ 3 วง แด่คนแคระ 7 วง และ แด่มนุษย์ 9 วง ซึ่งแหวนที่ซารอนได้สร้างขึ้นเองอีก 1 วง ตกไปอยู่ในมืออิซิลดูร์ผู้ตัดนิ้วของเขา ต่อจากนั้นจึงตกไปสู่ห้วงน้ำและถูกพบเจอโดยกอลลัม ภายหลังจากนั้น "บิลโบ แบ๊กกิ้นส์" ก็ได้พบเจอเข้าโดยบังเอิญและเก็บแอบเอาไว้ครอบครอง


ต่อมาจึงได้ทิ้งให้เป็นสมบัติของฮอบบิท หลานของเขาคือ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์ และได้เป็นจุดเริ่มต้นของคณะพันธมิตรแห่งแหวนทั้ง 9 คน ต้องรับภารกิจในการเดินทางไปยังเมาท์ดูม ภูเขาไฟที่อยู่ใจกลางอาณาจักรมอร์ดอร์ อันเป็นสถานที่ๆ หลอมแหวนวงเอกขึ้นมา และเป็นเพียงแห่งเดียวที่สามารถเผาทำลายแหวนเอกธำมรงค์ได้


การผจญภัยของเหล่าพันธมิตรผู้กล้าแห่งวงแหวน ก็ได้เริ่มต้นขึ้น พร้อมกับต้องหลบเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกองกำลังทมิฬแห่ง "ดาร์ค ลอร์ด ซอรอน" ที่ตราทัพเข้าสู่ที่มั่นสุดท้าย ไมนาสติริธ ไม่มีครั้งใดที่อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งซารอน จะต้องการการกลับมาของราชันย์มากกว่าครั้งนี้


แกนดาล์ฟ (เอียน แมคเคลเล่น) ได้พยายามรวบรวมไพร่พล และกองทัพที่แตกสลายขึ้นอีกครั้ง โดยร่วมกับทัพนักรบผู้กล้าของกษัตริย์ ธีโอเดน แห่ง โรแฮน (เบอร์นาร์ด ฮิลล์) ทว่าความหาญกล้า และจงรักภักดีจะมีมากมายสักเพียงไร ก็มิอาจจะต้านทานทัพศัตรูร้าย ที่พรั่งพรูเข้าสู่อาณาจักรในครั้งนี้ได้ และโชคชะตาแห่งเชื้อสายกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตอย่าง อารากอร์น ทำให้เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อหวนคืนสู่ราชบัลลังก์และสร้างอณาจักรขึ้นใหม่อีกครั้ง


ทุกชัยชนะย่อมต้องแลกมาด้วยการเสียสละ และแม้ว่าการสูญเสียจะยิ่งใหญ่สักเพียงใด เหล่ากองทัพแห่งพันธมิตร ก็ยังคงเดินหน้าสู่สมรภูมิครั้งยิ่งใหญ่ โดยมีปณิธานที่แน่วแน่ร่วมกัน ในการทำให้ ดาร์คลอร์ด ซอรอน ไขว้เขว และสร้างโอกาสให้แก่โฟรโด ได้ทำภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้สิ้นสุดลง


และยิ่งหนทางที่ใกล้เข้าสู่ Mount Doom มากขึ้นเท่าใด โฟรโด (อีไลจาห์ วู้ด) และ แซม (ฌอน แอสติน) ก็ยิ่งตกอยู่ในความลำบากมากขึ้นเท่านั้น อำนาจแห่งแหวนเริ่มส่งผลต่อทุกย่างก้าวที่เดินไป กัดกร่อนความเป็นตัวตนที่แท้จริงของโฟรโด ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของแซมอีกด้วย


และท่ามกลางการเดินทางฝ่าดินแดนฝ่ายศัตรูที่สุดแสนอันตราย โฟรโดจำต้องเชื่อมั่นในตัวเพื่อนร่วมทางทั้งสอง นั่นคือ แซม และ กอลลั่ม มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน วงแหวนก็ยังคงทดสอบความสวามิภักดิ์ และมนุษยธรรมของเหล่าผู้กล้าแห่งตำนานต่อไป  โฟรโด้ จะทำได้สำเร็จหรือไม่ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร โปรดติดตามต่อได้ในภาพยนตร์



H.1



H.2



H.3



Ref :
   

Rambo - I : First Blood ; นักรบเดนตาย

Rambo - I (First Blood)
 : นักรบเดนตาย


เข้าฉาย         :   October 22’ 1982
กำกับโดย      :   Ted Kotcheff
นำแสดง        :   Sylvester Stallone, Richard Crenna, Brian Dennehy
รายได้           :   Box Office = $125,212,904    (ทุนสร้าง = $14,000,000 )
ประเภท        :   Action / Warrior / Drama
ความยาว       :   93 minutes




Trailers








เรื่องย่อ . . .
เมื่อนายตำรวจทีสเซิล  (ไบรอัน เดนเนฮี) พยายามจับกุมหนุ่มนักโบกรถคนหนึ่ง (Rambo) เขาไม่รู้เลยว่ากำลังเผชิญศึกหนัก เพราะชายพเนจรผู้นี้ คือ จอห์น แรมโบ้ (ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) อดีตทหารผ่านศึกเวียดนาม เจ้าของเหรียญเชิดชูเกียรติ ผู้เชิ่ยวชาญยุทธวิธีการรบแบบซุ่มโจมตี และเมื่อทีสเซิลออกตามล่าแรมโบ้ที่แหกคุกหนีไปได้ ถึงเวลาแล้วที่แรมโบ้ต้องป้องกันตัว และเอาคืนอย่างสาสม นี่คือภาพยนตร์แอ็คชั่นสุดระห่ำ ที่สร้างชื่อเสียงกระฉ่อนโลกให้กับสตอลโลน จนกลายเป็นวีรบุรุษกล้ามโตแห่งตำนานภาพยนตร์บู๊แอ๊คชั่น ที่ยากจะลืมเลือน






H.1





H.2





H.3






H.4




Ref :
    

First Knight : สุภาพบุรุษ ยอดอัศวิน


First Knight : สุภาพบุรุษยอดอัศวิน

Country      : The United States of Kingdom
เข้าฉาย         : July 7’ 1995
นำแสดง        : Sean Connery, Richard Gere, Julia Ormond
กับกำโดย      : Jerry Zucker
รายได้           : Box Office  $127,600,435     (ทุนสร้าง  $55,000,000)
ประเภท         : Adventure / Warrior / Drama / Historical
ความยาว       : 134 minutes.



Trailers





เรื่องย่อ . . .  และ ตำนาน


ภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวถึงเรื่องราวความรักสามเส้า ที่โด่งดังที่สุดในยุโรป จากตำนานเรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์ (King Arthur) ซึ่งเป็นตำนานที่ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุดในอังกฤษ และในโลกเรื่องหนึ่ง ที่แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล่าขานสืบเนื่องกันมาจากนิยายพื้นบ้านปรัมปรา และยังคงเป็นข้อโต้เถียงกันอยู่ในแวดวงประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ถึงความมีอยู่จริงของกษัตริย์อาเธอร์ในประวัติศาสตร์


แต่กระนั้น ตำนานที่เกี่ยวพันกับเรื่องราวของกษัตริย์อาเธอร์ ก็ได้กลายเป็นกระแสหลักในวรรณกรรมอังกฤษ และเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณให้กับชาวอังกฤษ เรื่อยมาทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เกิดวิกฤติการณ์ขึ้นในชาติบ้านเมือง ผู้คนจะพากันระลึกถึงว่า ครั้งหนึ่ง... ในราวศตวรรษที่ 5 ได้มีกษัตริย์ทรงพระนามว่า “อาเธอร์” ได้เคยรวบรวมชนพื้นเมืองเผ่าต่างๆ บนเกาะอังกฤษ ให้มีความกล้าหาญ และสามัคคีกัน เพื่อลุกขึ้นต่อสู้หยุดยั้งการรุกรานของพวกอนารยะชน เผ่าแซ็กซอนที่บุกเข้ามาบนเกาะอังกฤษจากฝั่งยุโรปไว้ได้ และในรัชสมัยของพระองค์บ้านเมืองปราศจากสงคราม ซึ่งถือเป็นยุคทองของอังกฤษที่มีแต่สันติสุขและความเจริญไพบูลย์


แม้ว่ากษัตริย์ “อาเธอร์” จะจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าสลด แต่ก่อนที่เรือจะนำร่างที่บาดเจ็บสาหัสของพระองค์ ลอยออกไปสู่ท้องทะเล พระองค์ได้ตรัสกับราษฎรของพระองค์เป็นครั้งสุดท้ายว่า ในอนาคต... ถ้าหากเกาะอังกฤษมีภัย และประชาชนตกอยู่ในอันตราย เราจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อปกป้องเกาะอังกฤษ และประชาชนของเรา ตำนานกษัตริย์อาเธอร์จึงมีความสำคัญ และเป็นพลังทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวอังกฤษเสมอมา หลายคนมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ในหัวใจว่า หากถึงคราวคับขันที่สุดจริงๆ แล้ว กษัตริย์ “อาร์เธ่อร์” จะทรงฟื้นขึ้นมา เพื่อปกป้องพวกเขาอีกครั้ง ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ และภยันตรายทั้งปวง


ณ นครคาเมล็อทแห่งนี้ กษัตริย์ "อาเธอร์" ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม ด้วยระบบของตัวบทกฏหมาย (Rule of Law) ทำให้ยุคนี้เป็นยุคทองของอังกฤษ ที่แผ่นดินปราศจากสงคราม มีแต่ความเจริญ และสันติสุข

ซึ่ง ณ เวลานั้นยุคทองของอังกฤษที่มีแต่สันติสุข และความเจริญรุ่งเรือง ที่ทำให้ตำนานแห่งกษัตริย์อาเธอร์ King Arthur จะยังคงอยู่เป็นที่กล่าวขาน และคงเป็นอมตะไปอีกชั่วกาลนาน. . .


“กวินิเวียร์”

สาวงามในตำนานที่กล่าวขานกันว่าสวยที่สุดนางหนึ่งในประวัติศาสตร์ 
กับตำนานรักสามเส้าที่โด่งดังที่สุด . . . แห่งวรรณกรรมยุโรป


ได้มีการสร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับตำนาน ของกษัตริย์ “อาเธอร์” ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953 จนถึงปี ค.ศ. 2007 มีการสร้างภาพยนตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับตำนานแห่งกษัตริย์ “อาเธอร์” ออกมามากกว่าสิบเรื่อง เริ่มตั้งแต่ อัศวินโต๊ะกลม ปี 1953 จนถึง King Arthur ปี 2004 และ Shrek the Third ปี 2007 แต่ภาพยนตร์ที่กล่าวถึง กวินิเวียร์ โดยตรงกลับมีเพียงเรื่องเดียว ซึ่งสร้างเป็นหนังชุดฉายทางโทรทัศน์เมื่อประมาณ 5 ปีก่อนหน้านี้ และมีผู้สั่งเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยด้วย แต่เมื่อติดต่อไปที่ผู้จัดจำหน่ายปรากฏว่าจำหน่ายหมดแล้ว และไม่สามารถหาซื้อได้อีก และหลังจากพิจารณาภาพยนตร์หลายเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับตำนานกษัตริย์ “อาเธอร์” ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น Knights of the Round Table (อัศวินโต๊ะกลม), Excalibur (ดาบเทพเจ้า), Merlin, King Arthur, First Knight ฯลฯ ก็ปรากฏว่าภาพยนตร์ทุกเรื่องมีเนื้อหาที่กล่าวถึง เจ้าหญิงผู้เลอโฉมกว่าใคร ๆ นามว่า “กวินิเวียร์” เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของเรื่องเท่านั้น


แต่คงมีเพียงภาพยนตร์เรื่อง First Knight ที่กล่าวถึง “กวินิเวียร์” เป็นหลัก และเป็นเนื้อหาส่วนใหญ่ ด้วยการนำเสนอรักสามเส้าที่โด่งดัง และได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุด ในตำนานของยุโรป ระหว่างกษัตริย์อาเธอร์, ราชินีกวินิเวียร์ และเซอร์ลานสลอท (ซึ่ง “ลานสลอท” ได้ชื่อว่าเป็นอัศวินที่มีฝีมือในการรบเก่งที่สุด ในบรรดาอัศวินโต๊ะกลมทั้งหมดของกษัตริย์อาเธอร์) และมูลเหตุของรักสามเส้านี้เอง ที่ทุกๆ ตำนานกล่าวตรงกันว่าเป็นชนวนเหตุทำให้กษัตริย์อาเธอร์สิ้นพระชนม์ และทำให้นคร "คาเมล็อท" ต้องถึงคราวล่มสลาย

ลานสล็อท
(นำแสดงโดย ริชาร์ด เกียร์)


บุรุษนักผจญภัย เขาไม่รู้จักคำว่า สันติภาพ หรือคุณธรรม ไม่เคยคิดฝันอยากเป็นอัศวิน
เขาเก่งเรื่องการใช้ดาบ และหารายได้จากการดวลดาบกับทุกคนที่ท้าทาย



ภาพยนตร์เริ่มต้น ณ ช่วงเวลาภายหลังจากที่กษัตริย์ “อาเธอร์” (นำแสดงโดย ฌอน คอนเนอร์รี่ ที่เคยรับบทเป็นสายลับอังกฤษผู้โด่งดัง และเป็นอมตะจนทุกวันนี้ คือ พระเอก 007 เจมส์ บอนด์ คนแรก) ได้ทรงปราบปรามพวกอนารยะชนแซกซอน ที่บุกขึ้นมาบนเกาะอังกฤษจากฝั่งทวีปยุโรปได้แล้ว และสามารถทำให้เกิดความสามัคคีระหว่างชนเผ่าต่างๆ บนเกาะอังกฤษได้ ทำให้ แผ่นดินปราศจากสงคราม มีแต่ความสงบร่มเย็น และความเจริญไพบูลย์


เมื่อบ้านเมืองที่พระองค์ปกครองร่มเย็นเป็นสุข พระองค์จึงนึกถึงการอภิเษกสมรส และได้ทำหนังสือสู่ขอเจ้าหญิง “กวินิเวียร์” แห่งเมือง “เล-ออนเนส” ซึ่งบิดาของนางได้ยกนางให้เป็นคู่หมั้นของพระองค์ตั้งแต่ที่นางยังเป็นเด็กเล็กๆ ซึ่งภายหลังพิธีอภิเษกสมรส "เมืองเล-ออนเนส" ก็จะได้รับความคุ้มครองจากกษัตริย์ “อาเธอร์” อย่างเป็นทางการ


ซึ่ง “กวินิเวียร์” ได้ตอบว่านางพร้อมจะแต่งงานกับกษัตริย์ “อาเธอร์” แล้ว และนางรู้สึกสงสารกษัตริย์ “อาเธอร์” ด้วยว่าสินสอดที่นางจะนำไปถวายพระองค์คือแผ่นดินที่ตกอยู่ในอันตราย แต่กระนั้นนางก็จะรักพระองค์ ซึ่งนางจะไม่มีวันแต่งงานกับชายใด โดยที่ไม่ได้รัก และในสายตาของนาง กษัตริย์ “อาเธอร์” ใม่ใช่คนหลงอำนาจ นางสามารถมองเห็นคุณธรรม และเมตตาธรรมในพระเนตรของกษัตริย์ “อาเธอร์” ได้ นางไม่เคยพบใครเหมือนพระองค์ และนางจะรักใครอื่นไม่ได้อีกแล้ว


อย่างไรก็ตาม ลางร้ายได้เริ่มบังเกิดขึ้นเนื่องจากเจ้าชาย “มาลากัน”  (Prince Malagant) ซึ่งเป็นอัศวินที่เก่งกล้า และมีอิทธิพลมากมาย อีกทั้งยังมีกองทัพในมือที่เข้มแข็งที่สุด ในบรรดาอัศวินโต๊ะกลมทั้งหมด ไม่พอใจกษัตริย์อาเธอร์เป็นการส่วนตัว เพราะไม่เห็นด้วยกับแนวทางการปกครองที่เป็นธรรมของกษัตริย์อาเธอร์ 


ซึ่งเจ้าชาย “มาลากัน” ต้องการให้ปกครองด้วยอำนาจเผด็จการ ด้วยการยึดอำนาจถือเป็นเด็ดขาดของกษัตริย์  แต่กษัตริย์ “อาเธอร์” ต้องการปกครองด้วยระบบกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกคน การตัดสินความผิด หรือถูก จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น


อีกทั้งความมักใหญ่ใฝ่สูงของเจ้าชาย “มาลากัน” ต้องการแผ่ขยายอำนาจ อิทธิพลของประเทศออกไปอีก โดยอาศัยกองกำลังทหารด้วยการทำสงครามแย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งนานาอารยะประเทศ  หากแต่กษัตริย์ “อาเธอร์” ไม่เห็นดีด้วยเพราะไม่ต้องการให้มีสงคราม เนื่องด้วยความคิดที่ไม่ลงรอยกัน จนในที่สุดเจ้าชาย “มาลากัน” ก็แตกหักกับกษัตริย์ “อาเธอร์” และขอถอนตัวออกจากอัศวินโต๊ะกลมและคาเมล็อท เพราะแนวคิดและคุณธรรมไปคนละทาง นับจากนั้นแผ่นดินอังกฤษจึงแตกแยกออกเป็นสองฝ่าย และรอเวลาที่สงครามใหญ่จะปะทุขึ้นอีกครั้งหนึ่ง


ในระหว่างการส่งตัว เจ้าสาวให้กับกษัตริย์อาเธอร์ นั้น ก็เกิดเรื่องร้ายขึ้น เมื่อเจ้าชาย "มาลากัน" ได้นำกองทหารเข้ามาซุ่มโจมตี และลักพาตัว “กวินิเวียร์” ไปเป็นตัวประกัน เพื่อใช้ต่อรองกับกษัตริย์อาเธอร์ แต่บังเอิญที่ “ลานสล็อท” ไปพบเหตุการณ์เข้าพอดี จึงช่วยเหลือ “กวินิเวียร์” หลบหนีพวกทหารของเจ้าชายมาลากัน ด้วยไหวพริบ และความเฉลียวฉลาด ประกอบกับความสามารถในการใช้ดาบของเขา จึงสามารถช่วย “กวินิเวียร์” ออกมาได้


และเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกัน แม้เพียงเวลาไม่นาน “ลานสล็อท” ก็รู้สึกว่าตัวเองตกหลุมรัก “กวินิเวียร์” ซึ่งเขาก็รู้ด้วยสัญชาติญาณ ว่า “กวินิเวียร์” เอง ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เขาจึงแสดงความรู้สึกอย่างเปิดเผยว่าเขาต้องการนาง และรู้ว่านางเองก็ต้องการเขาเช่นกัน


“กวินิเวียร์” สามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้ เพราะรู้หน้าที่ที่จะต้องเข้าพิธีอภิเษกกับกษัตริย์ “อาเธอร์” เธอจึงจำต้องปฏิเสธ “ลานสล็อท”  นางบอกกับ “ลานสล็อท” ว่าหากเขายังมีศักดิ์ศรีก็ขออย่าให้ทำเช่นนี้กับนางอีก ซึ่ง “ลานสล็อท” ได้ตอบว่าเขาไม่รู้จักศักดิ์ศรีแต่ขอยืนยันว่าเขาจะไม่จูบนางอีกถ้านางไม่เป็นฝ่ายขอเขาก่อน


แต่ก่อนจากกัน เพื่อส่งตัว “กวินิเวียร์” กลับไปยังนคร “คาเมล็อท” นั้น เขาได้ขอร้องให้ “กวินิเวียร์” สบตาเขาและอย่าหลบสายตาเขาถ้านางไม่มีอะไรปิดบังเขาจริง “กวินิเวียร์” แสร้งรับคำท้าจึงเกือบเผลอใจจูบปากกับ “ลานสล็อท” แต่ก็ควบคุมตัวเองไว้ได้ทัน เขาถามว่านางจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสเมื่อใด นางบอกว่ากำหนดไว้เป็นวันกลางฤดูร้อน “ลานสล็อท” กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยความมั่นใจว่า ก่อนรุ่งอรุณของวันกลางฤดูร้อนนางจะเป็นฝ่ายขอให้เขาจูบนาง




เมื่อ “ลานสล็อท” มาส่งกวินิเวียร์จนถึงบริเวณที่ใกล้กับถนน ซึ่งมีกองกำลังทหารของกษัตริย์ "อาเธอร์" กำลังติดตามค้นหา “กวินิเวียร์” อยู่ เขาก็แยกทางจากไป กวินิเวียร์ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวที่นางได้รับความช่วยเหลือจาก “ลานสล็อท” ให้ใครทราบ นางเดินทางไปพบกษัตริย์อาเธอร์ ซึ่งกำลังรอต้อนรับนางอยู่ด้วยความดีใจที่ทราบว่านางปลอดภัย


กษัตริย์อาเธอร์ บอกกับ “กวินิเวียร์” ว่านางไม่จำเป็นต้องแต่งงานกับเขาก็ได้ หากทำไปเพียงเพราะต้องการทำตามความตั้งใจของบิดาของนาง หรือเพียงเพราะเมืองเล-ออนเนส ของนางมีภัย เพราะไม่ว่านางจะแต่งงานกับเขาหรือไม่ก็ตาม เขาจะต้องปกป้องคุ้มครองเมืองเล-ออนเนส อยู่แล้ว


นางตอบว่านางอยากแต่งงานกับกษัตริย์ "อาเธอร์" แต่ไม่ใช่แค่เพราะมงกุฎกษัตริย์ กองทัพ หรือนครคาเมล็อท ที่ยิ่งใหญ่ หากเป็นเพราะนางต้องการแค่กษัตริย์อาเธอร์เท่านั้น ถ้ากษัตริย์อาเธอร์รักนาง  ดังนั้น กษัตริย์อาเธอร์ จึงได้แสดงบาดแผลที่มือให้ “กวินิเวียร์” ดู และบอกนางว่าเขาจำได้ว่าเลือดไหลออกมามาก และกวินิเวียร์นำมือเขาไปกุมไว้แล้วใช้แขนเสื้อของตัวเองเช็ดเลือดให้พระองค์ กวินิเวียร์บอกว่าแขนเสื้อยังเป็นรอยอยู่เลย กษัตริย์อาเธอร์ บอกว่าก่อนหน้านั้นเขาไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยว่าชีวิตมีความสุขเพียงใด หากมีผู้หญิงคนหนึ่งรัก และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาอยาก.... ซึ่งเขาไม่สามารถพูดคำนี้ออกมาได้ จน “กวินิเวียร์” ต้องถามย้ำว่าเขาอยากอะไร แต่กษัตริย์อาเธอร์ ตอบเป็นปริศนาว่า อะไรที่นักปราชญ์บอกว่าไม่คงทน อะไรที่ไม่สามารถจะให้สัญญาได้ อะไรที่อ้อยอิ่งอยู่นานกว่าแสงแดด แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ กษัตริย์อาเธอร์บอก “กวินิเวียร์” ว่า เขาไม่อยากตายโดยที่ชีวิตยังคงไร้ความอบอุ่นอยู่บนใบหน้า และบอกกับ “กวินิเวียร์” ว่า จงแต่งงานกับตำแหน่งกษัตริย์ แต่รักตัวข้า กวินิเวียร์ตอบพระองค์ว่า หม่อมฉันรักพระองค์ได้วิธีเดียว คือรักหมดทั้งกาย ทั้งใจ และวิญญาณ


เมื่อแยกทางกับ “กวินิเวียร์” แล้ว “ลานสล็อท” ก็ตระเวนเดินทางเร่ร่อนต่อไป และด้วยความบังเอิญ หรืออาจเป็นฟ้าลิขิตก็ตาม เขาได้ช่วยคนเลี้ยงม้าของกษัตริย์ “อาเธอร์” ด้วยการไล่ตามม้าที่ตกใจวิ่งหนี และสามารถจับม้าตัวดังกล่าวไว้ได้ คนเลี้ยงม้าบอกเขาว่า ม้าสีขาวตัวนี้ เป็นม้าที่กษัตริย์ “อาเธอร์” ได้ทรงเลือกไว้เพื่อมอบให้แด่ราชินี “กวินิเวียร์” ของพระองค์ และกำลังจะมีพิธีเลี้ยงฉลองกันในเมือง 


เมื่อได้ยินว่ามีงาน “ลานสล็อท” จึงเข้าไปในเมือง ซึ่งกำลังมีการละเล่นที่ต้องผ่านด่านอันตรายอยู่ โดยผู้ชนะจะได้รับจูบจากท่านหญิง “กวินิเวียร์” มีผู้เข้าแข่งขันหลายคนแต่ก็ไม่มีใครสามารถผ่านเข้าไปได้ แม้แค่เพียงด่านต้นๆ ก็ตาม แต่เมื่อ “ลานสล็อท” สมัครลงแข่งขันด้วย ซึ่งเขาไม่สวมชุดเกราะป้องกันตัว และผู้ควบคุมหยุดเขาไว้ไม่ทัน “ลานสล็อท” ก็สามารถฝ่าด่านอันตรายเข้าไปได้ทั้งหมด และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะได้รับรางวัลเขาทวงคำพูดที่เขาบอกกับ “กวินิเวียร์” ไว้ก่อนแยกทางกันในป่า ว่า ถ้านางไม่เอ่ยปากขอก่อน เขาก็จะไม่จูบนางอีกแต่ “กวินิเวียร์” ปฏิเสธที่จะขอ ด้วยเกรงพระทัยต่อว่าที่พระสวามี (กษัตริย์ “อาเธอร์”) “ลานสล็อท” จึงประกาศกับประชาชนว่าเขาไม่บังอาจจูบท่านหญิง “กวินิเวียร์” ที่น่ารักเพราะเขามีหัวใจเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่จะสูญเสียได้


กษัตริย์ “อาเธอร์” ทรงชื่นชมในความสามารถของ “ลานสล็อท” เป็นอันมาก พระองค์ไม่เคยเห็นใครองอาจกล้าหาญ และแคล่วคล่องว่องไวเช่นนี้เลย พระองค์จึงอยากมอบตำแหน่งอัศวินโต๊ะกลมที่ว่างอยู่แทนเจ้าชาย “มาลากัน” ที่ได้ถอนตัวออกไป ซึ่ง “ลานสล็อท” ปฏิเสธ แต่ ณ เวลานั้นเองเจ้าชายมาลากัน ก็ใช้แผนบุกเข้ามาชิงตัว “กวินิเวียร์” อีกครั้ง “ลานสล็อท” เขาเข้าขัดขวางแต่ไม่ทัน จึงติดตามไปอย่างไม่ลดละ ซึ่งเจ้าชายมาลากัน ได้นำตัว “กวินิเวียร์” ไปขังไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขา 


“ลานสล็อต” จึงใช้อุบายหลอกว่าตัวเขาเป็นผู้แทนของกษัตริย์ “อาเธอร์” มาเจรจาเงื่อนไขกับเจ้าชายมาลากัน แต่จะต้องได้พบ “กวินิเวียร์” ก่อน เพื่อยืนยันว่าเธอยังปลอดภัย แล้วจะกลับไปแจ้งเงื่อนไขให้กษัตริย์ “อาเธอร์” ทรงทราบ ครั้นเมื่อเจ้าชายมาลากัน หลงกลให้เขาได้พบกับ “กวินิเวียร์” เขาจึงรีบเสี่ยงชีวิตช่วย “กวินิเวียร์” และพาหนีออกมาได้อีกครั้งหนึ่ง


การช่วยเหลือโดยยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ด้วยไหวพริบ และความองอาจกล้าหาญ เป็นครั้งที่สองภายในระยะเวลาไม่กี่วัน ยิ่งทำให้ “กวินิเวียร์” ประทับใจ “ลานสล็อท”  อีกทั้งความใกล้ชิด และความเปิดเผยในการแสดงความรัก ความต้องการในตัวนาง ทำให้ “กวินิเวียร์” ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ที่มีต่อ “ลานสล็อท” ได้อีกต่อไป  นางเผลอไผลไปชั่วขณะด้วยความซาบซึ้งตื้นตัน 


ครั้งนี้นับเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ สำหรับลานสล็อท และเขายินยอมเข้ารับตำแหน่งอัศวินโต๊ะกลม แต่ “กวินิเวียร์” คัดค้าน เพราะเกรงว่าถ้าเขาอยู่ต่อไปจะทำให้นางไขว้เขวจนอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นมาได้ แต่เขาปฏิเสธโดยยืนยันว่าเขาจะไปจาก “คาเมล็อท” ทันทีที่นางไปด้วยกับเขา 



หลังจากนั้นก็มีพิธีแต่งตั้งลานสล็อทเป็นอัศวิน


และตามมาด้วยพิธีอภิเษกสมรสระหว่างกษัตริย์ “อาเธอร์” กับ “กวินิเวียร์”

ภายหลังพิธีอภิเษกสมรสนั้นเอง ก็มีข่าวร้ายแจ้งว่า เจ้าชายมาลากันได้นำกองทัพบุกเผาทำลายเมืองเลออนเนสแล้ว กษัตริย์อาเธอร์รีบนำกองทัพออกไปช่วยเหลือทันที และได้เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างกองกำลังทั้งสอง แต่กองทัพของกษัตริย์ "อาเธอร์" ก็สามารถขับไล่กองทัพของเจ้าชายมาลากันให้ล่าถอยไปได้ และประชาชนจำนวนมากที่ถูกขังไว้ในโบสถ์ก็ยังรอดชีวิตอยู่


ในระหว่างปรับปรุงซ่อมแซมเมืองเลออนเนสอยู่นั้น “ลานสล็อท” ก็ได้ตัดสินใจที่จะไปจากเมือง "คาเมล็อท" เพราะเขาไม่สามารถจะทนอยู่ในสภาพที่พบกวินิเวียร์ทุกวัน แต่ไม่อาจได้นางมา จึงเข้าไปบอกลานางสองต่อสอง ซึ่งกวินิเวียร์สะเทือนใจมาก นางบอกเขาว่านางจะไม่มีวันลืมเขา และก่อนจากกันนั้นเองนางได้เอ่ยปากขอให้เขาจูบนาง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เขาเคยบอกนางไว้ตั้งแต่การจากกันครั้งแรกแล้ว ว่าเขาจะไม่ยอมจูบนางอีกหากนางไม่เป็นฝ่ายขอให้เขาทำ ทั้งสองโผเข้าจูบลากัน อย่างซาบซึ้ง ดูดดื่ม และอาลัยอาวรณ์ แต่นับเป็นโชคร้ายอย่างยิ่งสำหรับทุกคน ที่กษัตริย์อาเธอร์เสด็จเข้ามาเห็นเหตุการณ์นั้นพอดี


กษัตริย์อาเธอร์ทรงปลีกวิเวกโดยลำพังอยู่ในโบสถ์เป็นเวลาหลายวัน ครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่พระองค์ก็ไม่สามารถทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ พระองค์ยังคงโศกเศร้าระทมทุกข์ และสูญเสียความเชื่อมั่นในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่พระองค์เคยศรัทธามาตลอดชีวิต  พระองค์ทรงตั้งคำถามว่าเหตุใดเรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้นได้กับพระองค์ และในฐานะกษัตริย์ พระองค์จะต้องทำเช่นไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น



พระองค์จึงไปพบทั้ง “กินิเวียร์” และ “ลานสล็อท”

เพื่อฟังคำชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกครั้ง


ในการไต่สวน "กวินิเวียร์" คำแรกที่กษัตริย์อาเธอร์ถามนางคือ ขอให้นางพูดความจริงแม้ว่าความจริงนั้นจะทำให้พระองค์เจ็บปวด คำถามแรกก็คือ นางเคยมอบกายให้ลานสล็อทหรือไม่ ซึ่งนางตอบว่าไม่เคย พระองค์จึงถามต่อ ว่านางรักลานสล็อทหรือไม่ นางตอบตามความรู้สึกจริง ๆ ว่า "รัก" กษัตริย์อาเธอร์จึงหันกายกลับมา และเดินเข้ามาเผชิญหน้ากับนางในระยะใกล้และถามว่า พระองค์ผิดตรงไหน กวินิเวียร์ตอบว่าไม่ใช่ความผิดของพระองค์ กษัตริย์อาเธอร์บอกนางว่า พระองค์เห็นใบหน้าของนางขณะที่กำลังจูบลานสล็อทอยู่ กวินิเวียร์ตอบว่าความรักมีหลายหน้า และว่านางอาจมองพระองค์ในอีกแบบหนึ่งแต่ไม่ได้รักน้อยกว่าที่รักลานสล็อท กษัตริย์อาเธอร์จึงบอกนางว่า เมื่อหนึ่งหญิงรักสองชายนางต้องเลือกเอาคนหนึ่ง กวินิเวียร์ตอบว่านางเลือกพระองค์ กษัตริย์อาเธอร์ตอบว่า นางเลือกพระองค์ด้วยใจภักดิ์ แต่นางได้เลือกลานสล็อทด้วยใจปอง กวินิเวียร์ตอบว่าพระองค์เหนือกว่า เพราะความภักดีมีอำนาจมากกว่าหัวใจ นางบอกว่านางไม่ได้ตีค่าความรู้สึกไว้สูงส่งเลย เพราะความรู้สึกนั้นจะมีอยู่แค่เพียงชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ผ่านไป แต่ความภักดีช่วยให้นางอยู่ได้อย่างมั่นคงชั่วชีวิต กษัตริย์อาเธอร์ตอบว่า เหมือนใจของพระองค์ แต่เมื่อพระองค์มองนางนับจากนี้ไป ทุกสิ่งที่พระองค์เคยศรัทธามาตลอดชีวิต ได้เลือนหายไปหมดแล้ว 


พระองค์บอกว่าพระองค์ต้องการความรักจากนาง กวินิเวียร์ตอบว่าพระองค์ได้ความรักนั้นแล้ว กษัตริย์อาเธอร์จึงบอกให้นางมองพระองค์เหมือนกับที่นางมองลานสล็อท ซึ่งกวินิเวียร์ไม่สามารถทำได้ นางบอกว่านางลืมตัวไปชั่วขณะ คำชี้แจงของนางทำให้กษัตริย์อาเธอร์โกรธมาก พระองค์บอกว่า ใช่นางไร้เดียงสา แต่นางรักลานสล็อท ถ้านางไร้เดียงสามากกว่านี้อีกพระองค์คงต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ กวินิเวียร์บอกว่านางจะทำทุกอย่างที่พระองค์รับสั่ง แต่กษัตริย์อาเธอร์บอกว่าพระองค์ไม่รู้ว่าจะคิดอะไรอีกแล้ว พระองค์มองไม่เห็นแม้แต่หนทางข้างหน้า พระองค์กล่าวว่ามีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะฝันถึงสิ่งที่เขาไม่มีทางจะเอามาเป็นของตัวเองได้ กวินิเวียร์ขอให้พระองค์ยกโทษให้นาง แต่พระองค์ตอบว่า ไม่มีอะไรจะยก พระองค์เคยเฝ้าแต่ฝันถึงเธอมาตลอด กับความฝันที่แสนหวานเฉพาะขณะที่ฝันนั้นยังคงอยู่


หลังจากนั้นพระองค์ก็ไต่สวน "ลานสล็อท" เพื่อฟังคำชี้แจงจากเขา ซึ่ง “ลานสล็อท” ก็ยอมรับกับว่าเขาเคยรู้จัก “กวินิเวียร์” มาก่อน เขารักนางและมีความปราถนาในตัวนาง และติดตามนางมาที่คาเมล็อท แต่เขาไม่ได้มีเจตนาจะทรยศพระองค์ และไม่ได้มีเจตนาจะทำให้พระองค์เจ็บปวด ซึ่งกษัตริย์อาเธอร์ ตอบว่าพระองค์ไม่สามารถจะไม่เจ็บปวดได้ ลานสล็อทยืนยันว่ากวินิเวียร์เป็นผู้บริสุทธิ์ แต่กษัตริย์อาเธอร์บอกลานสล็อทว่านางจะบริสุทธิ์ได้อย่างไร ในเมื่อนางยอมให้ลานสล็อทกอดจูบ พระองค์ทรงตั้งข้อกล่าวหาว่า ลานสล็อทเป็นกบฎตามกฎหมายของคาเมล็อท ซึ่งลานสล็อทจะต้องไปแก้ตัวในศาล และกฎหมายจะเป็นผู้วินิจฉัย 


กษัตริย์อาเธอร์แจ้งต่อที่ประชุมว่า ในฐานะส่วนตัวพระองค์ยกโทษให้คนทั้งสองได้ แต่ในฐานะกษัตริย์พระองค์ต้องการความยุติธรรม จึงจำเป็นต้องเปิดการไต่สวนที่จัตุรัสใหญ่ ในใจกลางเมือง "คาเมล็อท" ซึ่งมีอัศวินบางคนคัดค้านว่าเรื่องนี้น่าจะไต่สวนในที่เฉพาะตัว แต่กษัตริย์อาเธอร์โต้แย้งว่าศักดิ์ศรีของคาเมล็อทไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว เหตุใดพระองค์จะต้องซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ราวกับว่าพระองค์อับอายขายหน้าอย่างนั้นหรือ พระองค์จึงต้องการให้เปิดประตูเมือง เพื่อให้ให้ทุกคนอยู่ที่นั่น ให้พลเมืองทั้งหลายได้รับรู้ความจริง และได้เห็นว่าบ้านเมืองมีตัวบทกฎหมายปกครองคาเมล็อทอยู่


ในการพิจารณาคดีนั้น กวินิเวียร์และลานสล็อทถูกกล่าวโทษในส่วนของการสมคบคิดซึ่งกันและกัน สร้างความเสื่อมเสียให้แก่ราชอาณาจักร และล่วงละเมิดสิทธิ์ของกษัตริย์ ความผิดครั้งนี้เป็นความผิดโทษฐานกบฏต่อราชอาณาจักรคาเมล็อท โดยมีบทลงโทษสถานหนัก คือ...ตาย ลานสล็อทเป็นคนแรกที่ต้องให้การแก้ต่างข้อกล่าวหา ซึ่งเขาขอชี้แจงกับกษัตริย์อาเธอร์เป็นการส่วนตัว เขาเข้าไปคุกเข่ายืนยันกับกษัตริย์อาเธอร์อีกครั้งหนึ่งว่า "กวินิเวียร์ยังเป็นผู้บริสุทธิ์" แต่หากแม้นว่าชีวิตของเขาสามารถรับใช้คาเมล็อทได้ เขายินดีสละชีวิตทันที โดยขอเพียงให้พระองค์มีรับสั่งมา จากนั้นก็จะเป็นการชี้แจงของกวินิเวียร์ แต่ก่อนที่จะดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป กองกำลังของเจ้าชายมาลากันก็ได้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันทุกจุด และพากันบุกเข้ายึดป้อมปราการทั้งหมด พลธนูเล็งลูกธนูเข้ามายังสถานที่พิจารณาคดี ขณะเดียวกันเจ้าชายมาลากันก็นำกองกำลังบุกเข้ามา ทางประตูใหญ่ของเมืองที่เปิดอยู่ เนื่องจากทหารที่ควบคุมการเปิดปิดประตูได้ถูกขัดขวางโดยกองกำลังของเจ้าชายมาลากัน ที่แทรกซึมเข้ามาก่อนหน้านั้น



เจ้าชายมาลากันสามารถนำกองกำลังบุกเข้ามาถึงตัวกษัตริย์อาเธอร์ได้ และภายใต้การล้อมของพลธนูโดยรอบนั้น เจ้าชายมาลากันได้ประกาศกับประชาชนที่มารวมตัวกันอยู่ในที่พิจารณาคดีว่า เขาสามารถปิดล้อมสถานที่พิจารณาคดี และคุมเส้นทางเข้าออกได้หมดทุกทางแล้ว ขอให้ทุกคนยอมแพ้และสวามิภักดิ์ต่อเขา มิฉะนั้นเขาจะสังหารกษัตริย์อาเธอร์และเผาเมืองคาเมล็อทเสีย เขาจะปลดปล่อยประชาชนออกจากความฝันของอาเธอร์ ยกเลิกกฎหมายของอาเธอร์ และพระเจ้าของอาเธอร์ จากนั้นเขาบังคับให้กษัตริย์อาเธอร์ ก้มหัวลงคุกเข่าสิโรราบให้เขาต่อหน้าประชาชนของคาเมล็อท แต่กษัตริย์อาเธอร์ ทรงยืนหยัดที่จะต่อสู้โดยทรงประกาศต่อราษฎร และทหารของพระองค์ว่า คำสั่งของพระองค์ครั้งสุดท้าย...คือ "ขอให้ทุกคนต่อสู้ให้ถึงที่สุดอย่ายอมแพ้" พลธนูพากันระดมยิงใส่พระองค์จนพระองค์ได้รับบาดเจ็บสาหัสทันที หลังจากนั้นประชาชน และทหารของกษัตริย์อาเธอร์ พากันต่อสู่กับทหารของเจ้าชายมาลากัน จนได้ชัยชนะในที่สุด โดยลานสล็อท สามารถสังหารเจ้าชายมาลากัน ลงได้ในการต่อสู้



เมื่อการต่อสู้ยุติลงในระหว่างเวลาก่อนจะสิ้นพระชนม์ “ลานสล็อท” ได้เข้ามาดูอาการของพระองค์ด้วยความเป็นห่วง พระองค์ทรงชมเชยว่า “ลานสล็อท” เป็นอัศวินที่มีฝีมือในการต่อสู้เก่งที่สุด และพระองค์ได้แต่งตั้งให้ “ลานสล็อท” ขึ้นเป็นอัศวินอันดับหนึ่ง คือ First Knight มีตำแหน่งและหน้าที่รับผิดชอบดูแลเมือง “คาเมล็อท” ต่อจากพระองค์ และฝากให้ดูแล “กวินิเวียร์” แทนพระองค์ด้วย


จากนั้นพระองค์ได้หันมาทาง “กวินิเวียร์” และบอกกับนางว่า พระองค์เห็นแสงในดวงตาของนางยามที่มองพระองค์ด้วยความเป็นห่วง แล้วพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ลงในอ้อมแขนของ “กวินิเวียร์”


กษัตริย์อาเธอร์นั้น ในอีกมุมหนึ่งพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่อาภัพมาก เพราะพระองค์ทรงงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต เพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์ กว่าจะนำพาให้ชาติบ้านเมืองพ้นภัย และคืนสันติสุข ความสงบร่มเย็น และปราศจากสงคราม ตลอดจนความกินดีอยู่ดีมาให้ราษฎรได้ อายุของพระองค์ก็ล่วงเข้าวัยชราแล้ว พระองค์จึงเพิ่งจะมีเวลาคิดเรื่องการมีคู่ครอง แต่แล้วความรักครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของพระองค์ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า และเป็นเรื่องโหดร้ายยิ่งที่ทำให้พระองค์เจ็บปวดมาก แต่อย่างน้อยพระองค์ก็ยังมีความสุขจากความรัก ที่พระองค์เฝ้าฝันถึงมาตลอดชีวิต แม้จะเป็นช่วงขณะเวลาสั้นๆ ก่อนสิ้นลมหายใจ. . .


พระศพของกษัตริย์ “อาเธอร์” ได้ถูกนำออกไปลอยสู่ทะเล

ท่ามกลางความอาลัยรักของบรรดาทหาร และราษฎรของพระองค์















Ref :
  
 
Support : Creating Website | Johny Template | Mas Template
Copyright © 2011. Movies HD Online - All Rights Reserved
Template Created by Creating Website Published by Mas Template
Proudly powered by Blogger